1.ชื่อ พิธีไหว้เจ้าที่ควาย
ภาค ภาคใต้
จังหวัด กระบี่
ช่วงเวลา
โดยปรกติจะประกอบพิธีกรรมปีละ ๒ ครั้ง คือ ตอนลงนาและตอนจากนา
ความสำคัญ
ไหว้เจ้าที่ควายเป็นพิธีกรรมที่เกิดจากปัญหาของชาวบ้าน เช่น โจรผู้ร้ายขโมยควาย บางทีก็ต้อนไปหมดทั้งฝูง หรือไม่ก็ประสบกับปัญหาโรคระบาดและภัยจากอื่น ๆ เช่น สัตว์ร้ายจำพวกเสือ เป็นต้น เจ้าของควายจึงหันไปพึ่ง "เจ้าที่" ให้ช่วยปกปักรักษา คือจะทำพิธีไหว้เจ้าที่ เพื่อขอความคุ้มครองให้ฝูงควายของตน ทั้งนี้เนื่องจากสมัยก่อนจังหวัดกระบี่เลี้ยงควายมากจนถึงกับส่งไปขายต่างประเทศ และเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบสังคม
พิธีกรรม
ในแต่ละหมู่บ้านจะมีหมอเซ่นไหว้เจ้าที่อยู่สองสามคน มีการสืบทอดต่อกันไปเรื่อยจากรุ่นบรรพบุรุษมาถึงลูกหลาน เล่ากันว่าหมอรุ่นก่อนที่ตายไปแล้ววิญญาณจะกลายเป็น "นายหมรูน หรือนายหมุน" มีหน้าที่รับใช้เจ้าที่ชั้นสูงขึ้นไป (ภาษาท้องถิ่นเรียกเจ้าที่ขั้นสูงว่า "พ่อตา")
ในพิธีกรรมไหว้เจ้าที่ควาย ชาวบ้านจะจัดทำร้านกำมะลอสูงจากพื้นดินประมาณ ๑ ฟุต ขนาดกว้างยาวประมาณ ๓ ฟุต บนร้านปูใบตองตั้งเครื่องเซ่น เช่น ไก่ต้ม เหล้า ข้าว น้ำหมากพลู บุหรี่ มีบันไดเล็ก ๆ พาดลงจากร้าน บนพื้นดินหน้าร้านปูใบตองจัดวางเครื่องเซ่น เช่นกัน วางไส้ไก่ เลือด ขน พร้อมข้าวสุก ไว้สำหรับผีหรือเจ้าที่ที่ไม่สามารถขึ้นกินบนร้านได้ หมอจะเริ่มพิธีที่ริมคอกควายอ่านคำสัสดีเชิญครู เสร็จแล้วหมอจะพูดทำนองบอกเจ้าที่ว่าวันนี้จะทำพิธีไหว้ครูควาย ขอให้มารักษาด้วย โดยจะออกชื่อบรรดานายหมรุนต่าง ๆ ตามสายของตน จากนั้นจะเชิญเจ้าที่ชั้นผู้ใหญ่ (พ่อตา) โดยออกชื่อเจ้าที่เหล่านั้น ๓ จบ พร้อมจุ่มเหล้าชโลมตัวไก่ต้ม เสร็จแล้วหยุดเว้นระยะนั่งเฝ้าดู กะว่าเจ้าที่กินเสร็จแล้ว ก็เซ่นไหว้พวกผีชั้นต่ำ แล้วจึงทำพิธีส่งเจ้าที่และ
ผีทั้งหลาย
ความรู้
การไหวเจ้าที่ควาย มีวัตถุประสงค์เพื่อความสบายใจของผู้ไหว้ว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปจะไม่มีปัญหาอุปสรรคในการทำมาหากิน เพราะได้ไหว้เจ้าที่เพื่อความคุ้มครองแล้ว นับเป็นจิตวิทยาที่สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี
ความสำคัญ
ไหว้เจ้าที่ควายเป็นพิธีกรรมที่เกิดจากปัญหาของชาวบ้าน เช่น โจรผู้ร้ายขโมยควาย บางทีก็ต้อนไปหมดทั้งฝูง หรือไม่ก็ประสบกับปัญหาโรคระบาดและภัยจากอื่น ๆ เช่น สัตว์ร้ายจำพวกเสือ เป็นต้น เจ้าของควายจึงหันไปพึ่ง "เจ้าที่" ให้ช่วยปกปักรักษา คือจะทำพิธีไหว้เจ้าที่ เพื่อขอความคุ้มครองให้ฝูงควายของตน ทั้งนี้เนื่องจากสมัยก่อนจังหวัดกระบี่เลี้ยงควายมากจนถึงกับส่งไปขายต่างประเทศ และเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบสังคม
พิธีกรรม
ในแต่ละหมู่บ้านจะมีหมอเซ่นไหว้เจ้าที่อยู่สองสามคน มีการสืบทอดต่อกันไปเรื่อยจากรุ่นบรรพบุรุษมาถึงลูกหลาน เล่ากันว่าหมอรุ่นก่อนที่ตายไปแล้ววิญญาณจะกลายเป็น "นายหมรูน หรือนายหมุน" มีหน้าที่รับใช้เจ้าที่ชั้นสูงขึ้นไป (ภาษาท้องถิ่นเรียกเจ้าที่ขั้นสูงว่า "พ่อตา")
ในพิธีกรรมไหว้เจ้าที่ควาย ชาวบ้านจะจัดทำร้านกำมะลอสูงจากพื้นดินประมาณ ๑ ฟุต ขนาดกว้างยาวประมาณ ๓ ฟุต บนร้านปูใบตองตั้งเครื่องเซ่น เช่น ไก่ต้ม เหล้า ข้าว น้ำหมากพลู บุหรี่ มีบันไดเล็ก ๆ พาดลงจากร้าน บนพื้นดินหน้าร้านปูใบตองจัดวางเครื่องเซ่น เช่นกัน วางไส้ไก่ เลือด ขน พร้อมข้าวสุก ไว้สำหรับผีหรือเจ้าที่ที่ไม่สามารถขึ้นกินบนร้านได้ หมอจะเริ่มพิธีที่ริมคอกควายอ่านคำสัสดีเชิญครู เสร็จแล้วหมอจะพูดทำนองบอกเจ้าที่ว่าวันนี้จะทำพิธีไหว้ครูควาย ขอให้มารักษาด้วย โดยจะออกชื่อบรรดานายหมรุนต่าง ๆ ตามสายของตน จากนั้นจะเชิญเจ้าที่ชั้นผู้ใหญ่ (พ่อตา) โดยออกชื่อเจ้าที่เหล่านั้น ๓ จบ พร้อมจุ่มเหล้าชโลมตัวไก่ต้ม เสร็จแล้วหยุดเว้นระยะนั่งเฝ้าดู กะว่าเจ้าที่กินเสร็จแล้ว ก็เซ่นไหว้พวกผีชั้นต่ำ แล้วจึงทำพิธีส่งเจ้าที่และ
ผีทั้งหลาย
ความรู้
การไหวเจ้าที่ควาย มีวัตถุประสงค์เพื่อความสบายใจของผู้ไหว้ว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปจะไม่มีปัญหาอุปสรรคในการทำมาหากิน เพราะได้ไหว้เจ้าที่เพื่อความคุ้มครองแล้ว นับเป็นจิตวิทยาที่สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี
2.ชื่อ โปงลาง
ภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด กาฬสินธุ์
โปงลางหรือบางแห่งเรียกว่า
หมากกลิ้งกล่อม หมากเดอะเดิน เป็นเครื่องดนตรีที่พัฒนามาจาก "เกราะลอ"
หรือ "ขอลอ"
มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าเดิมทีท้าวพรมโคตรได้อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอยู่ฝั่งไทยได้คิดทำเกราะลอ
โดยคิดเลียนแบบจากเกราะที่ใช้ตีตามหมู่บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านต้องการเรียกลูกบ้านมาประชุมแจ้งเหตุต่างๆ
โดยนำเกราะลอที่ทำจากไม้เหลื้อมมัดเรียงกันด้วยเถาวัลย์ มีอยู่ ๖ ลูก ๕ เสียง
มีเสียง ซอล ลา โด เร มี (ซอลสูง) เพื่อตีไล่ฝูงนกกาที่มากินข้าวในไร่นา
ต่อมาท้าวพรมโคตรได้ย้ายมาอยู่บ้านกลางหมื่น อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
ได้ถ่ายทอดการตีเกราะลอให้แก่นายปาน ต่อมานายปานเสียชีวิตลง นายขาน
ผู้เป็นน้องชายได้สืบต่อการตีเกราะลอมาและได้ถ่ายทอดให้ นายเปลื้อง ฉายรัศมี
ซึ่งได้ทำการปรับปรุงการทำ
เกราะลอ โดยใช้ไม้หมากหาด(มะหาด) ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง เวลาตีแล้วไม่บวมง่าย มีเสียงดังกังวาน มีการเพิ่มลูกจาก ๙ ลูก เป็น ๑๒ ลูก และ ๑๓ ลูก เพิ่มจาก ๕ เสียง เป็น ๖ เสียง พร้อมกับคิดลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นคือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ ลายอ่านหนังสือน้อย ลายสุดสะแนน ลายสร้อยและลายเซ และได้เปลี่ยนชื่อจากเกราะลอมาเป็น "โปงลาง"
อุปกรณ์
การเล่นโปงลางต้องประกอบไปด้วยดนตรีพื้นบ้าน ได้แก่ แคน ซอ พิณ หมากกั๊บแก้บ กลอง ไห นอกจากนี้ปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นโดยมีนักร้องและผู้ร่ายรำประกอบเสียงดนตรีในวงโปงลางอีกด้วย
วิธีการเล่น
ทำนองลายโปงลางที่บรรเลงนั้น ได้จากการเลียนเสียงธรรมชาติและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน เช่น
๑. ลายลมพัดพร้าว ลีลาของเพลงแสดงถึงเสียงลมที่พัดมาถูกใบมะพร้าวจะแกว่งสะบัดตามแรงลมกลายเป็นเสียงและลีลาที่น่าฟังยิ่ง
๒. ลายโปงลาง ลีลาของเพลงนี้จะทำให้ผู้ฟังนึกถึงเสียงกระดิ่งผูกคอวัวที่ดังอยู่ไม่ขาดระยะมองเห็นวัวเดินตามกันเป็นทิวแถวข้ามทุ่ง
๓. ลายช้างขึ้นภู ลีลาของเพลงจะมีความเนิบช้าสง่างาม เหมือนลีลาการเดินของช้างที่กำลังเดินขึ้นภูเขาสูง
๔. ลายแมงภู่ตอมดอกไม้ ลีลาของเพลงจะทำให้มองเห็นภาพของแมลงภู่ ที่บินวนเวียนดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เป็นหมู่ๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความสดชื่นรื่นเริง
๕. ลายนกไซบินข้ามทุ่ง ลีลาของเพลงบรรยายถึงลีลาของนกที่บินเป็นหมู่ข้ามท้องทุ่งอันเขียวขจีด้วยนาข้าว
๖. ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลีลาของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความอ้างว้างว้าเหว่ของหญิงที่ถูกสามีทอดทิ้งต้องกล่อมลูกอยู่เดียวดายตามลำพัง
๗. ลายภูไทยเลาะตูบ ลีลาของเพลงแสดงถึงภาพชีวิตของหนุ่มชาวภูไทที่มักจะแวะเวียนไปพูดกับหญิงสาวตามบ้านต่างๆ ในเวลาค่ำ
นอกจากนั้นยังมีลาย "กาเต้นก้อน" จะใช้เทียบเสียงโปงลางแต่ละลูกหลังจากทำเสร็จเรียบร้อย ซึ่งถือเป็นลายครูของโปงลาง และลายอื่นๆ อีก ซึ่งถือเป็นลายหลัก คือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ อ่านหนังสือน้อย สุดสะแนน ลายสร้อย และลายเซ ซึ่งเพียงฟังจากชื่อก็จะรับรู้ถึงท่วงทำนองของเพลงที่กลั่นกรองมาจากชีวิตพื้นบ้าน และธรรมชาติรอบข้าง
ความรู้
"โปงลาง" เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของอีสานชนิดหนึ่งที่ถือกำเนิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้สืบทอด และอนุรักษ์ไว้ คือ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ "โปงลาง" จึงควรแก่การอนุรักษ์และถ่ายทอดให้เยาวชนรุ่นหลังได้ทราบ และตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามและคุณความดีของบุคคลที่น่ายึดถือเป็นแบบอย่างสืบทอดไว้ตราบชั่วกาลนาน
เกราะลอ โดยใช้ไม้หมากหาด(มะหาด) ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง เวลาตีแล้วไม่บวมง่าย มีเสียงดังกังวาน มีการเพิ่มลูกจาก ๙ ลูก เป็น ๑๒ ลูก และ ๑๓ ลูก เพิ่มจาก ๕ เสียง เป็น ๖ เสียง พร้อมกับคิดลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นคือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ ลายอ่านหนังสือน้อย ลายสุดสะแนน ลายสร้อยและลายเซ และได้เปลี่ยนชื่อจากเกราะลอมาเป็น "โปงลาง"
อุปกรณ์
การเล่นโปงลางต้องประกอบไปด้วยดนตรีพื้นบ้าน ได้แก่ แคน ซอ พิณ หมากกั๊บแก้บ กลอง ไห นอกจากนี้ปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นโดยมีนักร้องและผู้ร่ายรำประกอบเสียงดนตรีในวงโปงลางอีกด้วย
วิธีการเล่น
ทำนองลายโปงลางที่บรรเลงนั้น ได้จากการเลียนเสียงธรรมชาติและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน เช่น
๑. ลายลมพัดพร้าว ลีลาของเพลงแสดงถึงเสียงลมที่พัดมาถูกใบมะพร้าวจะแกว่งสะบัดตามแรงลมกลายเป็นเสียงและลีลาที่น่าฟังยิ่ง
๒. ลายโปงลาง ลีลาของเพลงนี้จะทำให้ผู้ฟังนึกถึงเสียงกระดิ่งผูกคอวัวที่ดังอยู่ไม่ขาดระยะมองเห็นวัวเดินตามกันเป็นทิวแถวข้ามทุ่ง
๓. ลายช้างขึ้นภู ลีลาของเพลงจะมีความเนิบช้าสง่างาม เหมือนลีลาการเดินของช้างที่กำลังเดินขึ้นภูเขาสูง
๔. ลายแมงภู่ตอมดอกไม้ ลีลาของเพลงจะทำให้มองเห็นภาพของแมลงภู่ ที่บินวนเวียนดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เป็นหมู่ๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความสดชื่นรื่นเริง
๕. ลายนกไซบินข้ามทุ่ง ลีลาของเพลงบรรยายถึงลีลาของนกที่บินเป็นหมู่ข้ามท้องทุ่งอันเขียวขจีด้วยนาข้าว
๖. ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลีลาของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความอ้างว้างว้าเหว่ของหญิงที่ถูกสามีทอดทิ้งต้องกล่อมลูกอยู่เดียวดายตามลำพัง
๗. ลายภูไทยเลาะตูบ ลีลาของเพลงแสดงถึงภาพชีวิตของหนุ่มชาวภูไทที่มักจะแวะเวียนไปพูดกับหญิงสาวตามบ้านต่างๆ ในเวลาค่ำ
นอกจากนั้นยังมีลาย "กาเต้นก้อน" จะใช้เทียบเสียงโปงลางแต่ละลูกหลังจากทำเสร็จเรียบร้อย ซึ่งถือเป็นลายครูของโปงลาง และลายอื่นๆ อีก ซึ่งถือเป็นลายหลัก คือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ อ่านหนังสือน้อย สุดสะแนน ลายสร้อย และลายเซ ซึ่งเพียงฟังจากชื่อก็จะรับรู้ถึงท่วงทำนองของเพลงที่กลั่นกรองมาจากชีวิตพื้นบ้าน และธรรมชาติรอบข้าง
ความรู้
"โปงลาง" เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของอีสานชนิดหนึ่งที่ถือกำเนิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้สืบทอด และอนุรักษ์ไว้ คือ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ "โปงลาง" จึงควรแก่การอนุรักษ์และถ่ายทอดให้เยาวชนรุ่นหลังได้ทราบ และตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามและคุณความดีของบุคคลที่น่ายึดถือเป็นแบบอย่างสืบทอดไว้ตราบชั่วกาลนาน
3. ชื่อ การฟังเทศน์มหาชาติ
ภาค ภาคเหนือ
จังหวัด กำแพงเพชร
ลักษณะความเชื่อ
การเทศน์มหาชาติ เป็นการเทศน์ที่ชาวบ้านนิยมฟังด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติทั้ง๑๓ กัณฑ์แล้ว จะได้พบกับพระศรีอาริยเมตตรัย
ความสำคัญ
การเทศน์มหาชาติจะจัดในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี วัดหลวงมักจะมีการจัดขึ้นด้วยร่วมกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นวันสำคัญที่ผู้เฒ่าผู้แก่เด็กเล็กมักจะร่วมกันตั้งแต่เตรียมงาน จนถึงวันเทศน์ ถือเป็นอานิสงส์อย่างยิ่ง
พิธีกรรม
ในวันแต่งดา ทางวัดพร้อมด้วยศรัทธาชาวบ้านจะตกแต่งเสนาสนะและเครื่องไทยทาน กัณฑ์เทศน์ ตั้งแต่กัณฑ์ ๑ ทศพร จนถึงกัณฑ์ที่ ๑๓ นครกัณฑ์ ซึ่งผู้ที่เกิดในราศีใดก็จะทำบุญในกัณฑ์นั้น ๆ แต่ละกัณฑ์ก็จะมีการตกแต่งให้คล้ายเรื่องราวในชาดก
วันเริ่มพิธีจะเริ่มตั้งแต่ ๐๖.๐๐ น-๐๖.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น โดยนิมนต์พระสงฆ์ที่เสียงดี และฝึกหัดในการเทศน์ของแต่ละกัณฑ์ไว้
การเทศน์มหาชาติ ทั้ง ๑๓ กัณฑ์ รวมทั้งหมด ๑,๐๐๐ คาถา โดยเริ่มตั้งแต่
กัณฑ์ที่ ๑ ทศพร สำหรับผู้ที่เกิดปีชวด มีคาถา ๑๙ คาถา ใช้เพลง สาธุการ
กัณฑ์ที่ ๒ หิมพานต์ สำหรับผู้ที่เกิดปีฉลู มีคาถา ๑๓๔ คาถา ใช้เพลง ดวงพระธาตุ
กัณฑ์ที่ ๓ ทานขันธ์ สำหรับผู้ที่เกิดปีขาล มีคาถา ๒๐๙ คาถา ใช้เพลง พญาโศก
กัณฑ์ที่ ๔ วนประเวศน์ สำหรับผู้ที่เกิดปีเถาะ มีคาถา ๕๗ คาถา ใช้เพลง พระยาเดิน
กัณฑ์ที่ ๕ ชูชก สำหรับผู้ที่เกิดปีมะโรง มีคาถา ๗๙ คาถา ใช้เพลง เซ่นเหล้า
กัณฑ์ที่ ๖ จุลพน สำหรับผู้ที่เกิดปีมะเส็ง มีคาถา ๓๕ คาถา ใช้เพลง คุกพาทย์
กัณฑ์ที่ ๗ มหาพน สำหรับผู้ที่เกิดปีมะเมีย มีคาถา ๘๐ คาถา ใช้เพลง เชิดกลอง
กัณฑ์ที่ ๘ กุมารบรรพ์ สำหรับผู้ที่เกิดปีมะแม มีคาถา ๑๐๑ คาถา ใช้เพลง โอดเชิดฉิ่ง
กัณฑ์ที่ ๙ มัทรี สำหรับผู้ที่เกิดปีวอก มีคาถา ๙๐ คาถา ใช้เพลง ทยอยโอด
กัณฑ์ที่ ๑๐ สักบรรพ์ สำหรับผู้ที่เกิดปีระกา มีคาถา ๔๓ คาถา ใช้เพลง กลม
กัณฑ์ที่ ๑๑ มหาราช สำหรับผู้ที่เกิดปีจอ มีคาถา ๖๙ คาถา ใช้เพลง กราวนอก
กัณฑ์ที่ ๑๒ ฉกษัตริย์ สำหรับผู้ที่เกิดปีกุน มีคาถา ๓๖ คาถา ใช้เพลง ตระนอน
กัณฑ์ที่ ๑๓ นครกัณฑ์ รวมชะตาปีเกิด มีคาถา ๔๘ คาถา ใช้เพลง กลองโยน
การเทศน์มหาชาติ เป็นการเทศน์ที่ชาวบ้านนิยมฟังด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติทั้ง๑๓ กัณฑ์แล้ว จะได้พบกับพระศรีอาริยเมตตรัย
ความสำคัญ
การเทศน์มหาชาติจะจัดในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี วัดหลวงมักจะมีการจัดขึ้นด้วยร่วมกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นวันสำคัญที่ผู้เฒ่าผู้แก่เด็กเล็กมักจะร่วมกันตั้งแต่เตรียมงาน จนถึงวันเทศน์ ถือเป็นอานิสงส์อย่างยิ่ง
พิธีกรรม
ในวันแต่งดา ทางวัดพร้อมด้วยศรัทธาชาวบ้านจะตกแต่งเสนาสนะและเครื่องไทยทาน กัณฑ์เทศน์ ตั้งแต่กัณฑ์ ๑ ทศพร จนถึงกัณฑ์ที่ ๑๓ นครกัณฑ์ ซึ่งผู้ที่เกิดในราศีใดก็จะทำบุญในกัณฑ์นั้น ๆ แต่ละกัณฑ์ก็จะมีการตกแต่งให้คล้ายเรื่องราวในชาดก
วันเริ่มพิธีจะเริ่มตั้งแต่ ๐๖.๐๐ น-๐๖.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น โดยนิมนต์พระสงฆ์ที่เสียงดี และฝึกหัดในการเทศน์ของแต่ละกัณฑ์ไว้
การเทศน์มหาชาติ ทั้ง ๑๓ กัณฑ์ รวมทั้งหมด ๑,๐๐๐ คาถา โดยเริ่มตั้งแต่
กัณฑ์ที่ ๑ ทศพร สำหรับผู้ที่เกิดปีชวด มีคาถา ๑๙ คาถา ใช้เพลง สาธุการ
กัณฑ์ที่ ๒ หิมพานต์ สำหรับผู้ที่เกิดปีฉลู มีคาถา ๑๓๔ คาถา ใช้เพลง ดวงพระธาตุ
กัณฑ์ที่ ๓ ทานขันธ์ สำหรับผู้ที่เกิดปีขาล มีคาถา ๒๐๙ คาถา ใช้เพลง พญาโศก
กัณฑ์ที่ ๔ วนประเวศน์ สำหรับผู้ที่เกิดปีเถาะ มีคาถา ๕๗ คาถา ใช้เพลง พระยาเดิน
กัณฑ์ที่ ๕ ชูชก สำหรับผู้ที่เกิดปีมะโรง มีคาถา ๗๙ คาถา ใช้เพลง เซ่นเหล้า
กัณฑ์ที่ ๖ จุลพน สำหรับผู้ที่เกิดปีมะเส็ง มีคาถา ๓๕ คาถา ใช้เพลง คุกพาทย์
กัณฑ์ที่ ๗ มหาพน สำหรับผู้ที่เกิดปีมะเมีย มีคาถา ๘๐ คาถา ใช้เพลง เชิดกลอง
กัณฑ์ที่ ๘ กุมารบรรพ์ สำหรับผู้ที่เกิดปีมะแม มีคาถา ๑๐๑ คาถา ใช้เพลง โอดเชิดฉิ่ง
กัณฑ์ที่ ๙ มัทรี สำหรับผู้ที่เกิดปีวอก มีคาถา ๙๐ คาถา ใช้เพลง ทยอยโอด
กัณฑ์ที่ ๑๐ สักบรรพ์ สำหรับผู้ที่เกิดปีระกา มีคาถา ๔๓ คาถา ใช้เพลง กลม
กัณฑ์ที่ ๑๑ มหาราช สำหรับผู้ที่เกิดปีจอ มีคาถา ๖๙ คาถา ใช้เพลง กราวนอก
กัณฑ์ที่ ๑๒ ฉกษัตริย์ สำหรับผู้ที่เกิดปีกุน มีคาถา ๓๖ คาถา ใช้เพลง ตระนอน
กัณฑ์ที่ ๑๓ นครกัณฑ์ รวมชะตาปีเกิด มีคาถา ๔๘ คาถา ใช้เพลง กลองโยน
4. การละเล่นงูกินหาง
วิธีการเล่นงูกินหาง เริ่มจากเสี่ยงทาย ใครแพ้ต้องไปเป็น "พ่องู" ส่วนผู้ชนะที่มีร่างกายแข็งแรง ตัวใหญ่จะเป็น "แม่งู" ไว้คอยปกป้องเพื่อน ๆ คนอื่นที่เป็น "ลูกงู" จากนั้น "ลูกงู" จะเกาะเอวแม่งูและต่อแถวกันไว้ ยืนเผชิญหน้ากับ "พ่องู" จากนั้นจะเข้าสู่บทร้อง โดยพ่องูจะถามว่า
พ่องู : "แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน"
แม่งู : "กินน้ำบ่อโสกโยกไปโยกมา" (พร้อมแสดงอาการส่ายตัวไปมา)
พ่องู : "แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน"
แม่งู : "กินน้ำบ่อหินบินไปบินมา" (พร้อมแสดงอาการบินไปบินมา)
พ่องู : "แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน"
แม่งู : "กินน้ำบ่อทรายย้ายไปย้ายมา" (พร้อมแสดงอาการส่ายตัวไปมา)
จากนั้นพ่องูจะพูดว่า "กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว" แล้ววิ่งไล่จับลูกงูที่กอดเอวอยู่ ส่วนแม่งูก็ต้องป้องกันไม่ให้พ่องูจับลูกงูไปได้ เมื่อลูกงูคนไหนถูกจับ จะออกจากแถวมายืนอยู่ด้านนอก เพื่อรอเล่นรอบต่อไป หากพ่องูแย่งลูกได้หมด จะถือว่าจบเกมแล้วเริ่มเล่นใหม่ โดยพ่องูจะกลับไปเป็นแม่งูต่อในรอบต่อไป
ประโยชน์ของการเล่นงูกินหาง ก็คือ ทำให้ผู้เล่นเกิดความสามัคคี ทำงานเป็นกลุ่ม รู้จักช่วยเหลือกัน และรู้จักการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เมื่อภัยมาถึงตัว นอกจากนี้ยังฝึกร่างกายให้แข็งแรง และจิตใจเบิกบานสนุกสนานไปด้วย
5. ว่าวไทย
เชื่อว่าหลายคน คงเคยมีประสบการณ์การเล่นว่าวในช่วงปิดเทอมที่ท้องสนามหลวงมาแล้ว แม้ว่าตอนนี้ภาพนั้นจะค่อย ๆ จางหายไปแล้วก็ตาม โดย "การเล่นว่าวไทย" นั้น เริ่มมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเรื่อยมา ตามที่ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และถือเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านและวัฒนธรรมของไทยได้อย่างดี เพราะแต่ละท้องถิ่นจะคิดประดิษฐ์ว่าวแตกต่างกันไป "ว่าวไทย" จึงกลายเป็นมรดกตกทอดของแต่ละชุมชนและมีลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่น
โดย "ว่าว" มีหลายประเภท เช่น "ว่าวจุฬา" มีลักษณะเป็น 5 แฉก นิยมเล่นในภาคกลาง ,"ว่าววงเดือน" หรือ "ว่าวบุหลัน" มักตกแต่งเป็นลวดลายเรือกอและ นิยมเล่นในภาคใต้ตอนล่าง นอกจากนี้ยังมี "ว่าวปักเป้า", "ว่าวงู" ฯลฯ
การเล่นว่าวนั้น เล่นได้ทั้งหน้าหนาวและหน้าร้อน โดยอาศัยกระแสลมเป็นตัวฉุดให้ว่าวลอยขึ้น โดยหากเป็นลมหน้าหนาว จะเป็นลมที่พัดจากผืนแผ่นดินลงสู่ทะเล ทำให้คนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมเล่นว่าวกันในช่วงนี้ ส่วนหน้าร้อน มีลมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลพัดสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ เรียกว่า "ลมตะเภา" ทำให้ชาวภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้ นิยมเล่นว่าวในฤดูนี้
ส่วนวิธีการเล่นว่าวนั้น ส่วนใหญ่จะชักว่าวให้ลอยสูงติดลมบน เพื่อดูความสวยงามของว่าวรูปต่าง ๆ หรือฟังเสียงของว่าว นอกจากนี้ยังสามารถชักว่าวต่อสู้กันบนอากาศก็ได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น